HOW TO & ADVICE

คู่มือผู้ซื้อ : วิธีการเลือกโคมไฟแบบ Track และ Monorail

วิธีการเลือกโคมไฟแบบ Track และ Monorail

 

ด้วยรูปทรงและทางเลือกที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการจัดแต่งแสงไฟภายในบ้าน ระบบแสงไฟที่สามารถสร้างบรรยากาศและช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายให้เหมาะสมในแต่ละห้อง การจัดแต่งที่ดูเหมือนจะยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วมันกลับเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด ด้วยแนวทางการเลือกติดตั้งโคมไฟให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในบ้าน กับตัวเลือกระหว่างโคมไฟแบบ Track และแบบ Monorail ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำหรับการติดตั้งแสงไฟภายในบ้านให้สามารถควบคุมได้ดั่งใจ ด้วยสไตล์การตกแต่งโคมไฟแขวนเพดานที่เน้นบ้านยุคใหม่แบบโมเดิร์น

ตัวเลือกที่กล่าวไปทั้งสองประเภทเป็นการจัดแสงไฟที่สามารถใช้งานได้หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยหลักการต่อไปนี้ที่จะบอกได้ว่าบ้านของคุณควรติดโคมไฟแขวนเพดานแบบ Track หรือจะเป็น Monorail กันแน่ ซึ่งแน่นอนว่าแม้ลักษณะภายนอกจะไม่ค่อยต่างกันนัก แต่ยังมีจุดแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดที่หลายคนไม่รู้ คำตอบต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเลือกโคมไฟที่ดีที่สุดสำหรับการประยุกต์ใช้ภายในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความแตกต่างระหว่างโคมไฟแบบ Track และแบบ Monorail

ความแตกต่างระหว่าง 2 ระบบไฟที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนคือ กรณีที่เป็นโคมไฟส่องสว่างแบบ track จะคล้ายๆ กับหลอดไฟแบบสปอตท์ไลท์ ซึ่งจะมีแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 120 โวลต์ ต่างจากระบบไฟ monorail ที่มีแรงดันต่ำกว่ามาก เพียงแค่ 12 โวลต์เท่านั้น

ด้วยความต่างดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าระบบไฟ track จะใช้เป็นระบบไฟฟ้าหลักภายในบ้านได้ดีกว่า ส่วน monorail ที่มีแรงดันไฟฟ้าต่ำมักจะถูกนำไปติดตั้งเป็นส่วนประกอบตามจุดต่างๆ ของบ้านที่ต้องการแสงไม่มากนัก  ซึ่งนิยมนำไปใช้ตกแต่งเป็นหลอดไฟบนเพดาน สามารถปรับรูปร่างของรางให้เหมาะสมลงตัวกับการดีไซน์ของแต่ละห้อง ไม่ว่าจะเป็นเพดานที่มีแนวโค้ง หรือจะเป็นการติดตั้งเพื่อใช้ในห้องแสดงภาพแกลอรี่ ซึ่งจะนิยมใช้แบบ monorail กันมากกว่า

ในขณะเดียวกัน ระบบไฟส่องสว่างแบบ track นิยมใช้ติดตั้งตามห้องครัว, ห้องน้ำ และห้องโถงทางเดิน ลูกเล่นของระบบไฟชนิดนี้ จะเน้นติดตั้งกับบ้านเพดาสูง ประกอบเข้ากับขอนไม้ห้อยเป็นโคมไฟระย้าแบบเปลือยลงมา ซึ่งจะให้แสงสว่างที่เด่นชัด และยังช่วยตกแต่งบ้านให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นเลิศไปในตัว แต่หากต้องการตกแต่งตามจุด ระบบไฟแบบ monorail จะเหมาะสำหรับใช้กับโคมไฟแต่งบ้านได้ดีกว่า

ควรเลือกอะไรระหว่าง Track หรือ Monorail ในการตกแต่งบ้าน

ก่อนจะเลือกว่าระบบไฟแบบไหนเหมาะสำหรับการตกแต่งบ้าน มีสิ่งที่เราควรคำนึงถึงก่อน ซึ่งได้แก่

1.ระบบไฟจะสามารถให้แสงสว่างที่เพียงพอกับพื้นที่ภายในบ้านได้หรือไม่ ?

2.ถ้าหากต้องการเน้นโคมไฟเพื่อการตกแต่งไปพร้อมๆ กับการให้แสงสว่าง โคมไฟแขวนเพดานแบบ monorail จะให้คำตอที่ดีกว่า

3.พื้นที่ของเพดานห้องมีระยะความสูง หรือมีความโค้งเว้ามากน้อยแค่ไหน ? หากพื้นที่มีสไตล์ที่แตกต่างไปจากห้องแบบเดิมๆ มีการออกแบบที่พิเศษออกไป ตัวระบบไฟแบบ monorail จะสามารถนำมาตกแต่งได้อย่างอิสระและน่าทึ่งมากกว่า โดยเฉพาะบริเวณเพดานห้องที่มีความโค้ง สามารถเชื่อมต่อให้กลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเพดานที่ดูเข้ากันได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบสำคัญก่อนตัดสินใจติดตั้งระบบ Track หรือ Monorail

โดยหลักๆ แล้วควรมี 3 องค์ประกอบสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ

1.ตำแหน่งของการติดตั้ง - โดยพื้นฐานแล้วระบบเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อกันเป็นราง หากมีการติดตั้งในจุดเฉพาะที่ต้องการใช้งาน ต้องแน่ใจก่อนว่ามันจะเข้ากันได้กับพื้นที่ภายในบ้าน โดยระยะความยาวปกติของไฟแบบ Track จะอยู่ที่ 2 ฟุต, 4 ฟุต, 6 ฟุต และ 8 ฟุต กรณีที่ตัวโคมไฟแขวนเพดานมีความยาวมากเกินไป บางชนิดสามารถตัดให้สั้นลงได้ หรือใช้วิธีเชื่อมต่อกันเข้ากับราง ส่วนแบบ Monorail จะมีความยาวอยู่ที่ 4 ฟุต และ 8 ฟุต สามารถทำให้สั้นลงได้ด้วยการดัดหรืองอ นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อรางหลายเส้นเข้าด้วยกันได้ แต่ระดับแรงดันไฟฟ้าอาจจะลดลงในจุดใดจุดหนึ่ง

2.ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ - ดังที่กล่าวไปข้างต้นระบบไฟ Track ใช้แรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 120 โวลต์ มันจำเป็นต้องเดินสายไฟแบบกระแสตรง แต่กรณีระบบไฟ Monorail มีความดันเพียงแค่ 12 โวลต์เท่านั้น จึงสามารถใช้ไฟฟ้ากระแสสลับได้

3.ลักษณะของโคมไฟที่ใช้ - ระบบไฟแบบ Track มักจะมีข้อจำกัดในงานออกแบบต่างจากระบบไฟ Monorail ที่สามารถนำมาใช้เป็นโคมไฟแต่งบ้านได้ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่จะไม่เหมาะสำหรับการให้แสงสว่างในพื้นที่ๆ ต้องการความสว่างแบบชัดเจน ปริมาณวัตต์ของหลอดไฟที่ใช้จึงไม่สามารถเลือกชนิดที่สว่างจนเกินตัวอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้นั่นเอง นอกจากจะใช้เป็นหลอดไฟ LED ซึ่งมักจะไม่มีปัญหาในเรื่องจำนวนวัตต์เหมือนหลอดไส้แบบเมื่อก่อน

การติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง เป็นกระบวนการที่ควรทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ ทางที่ดีที่สุดควรจ้างช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ในการติดตั้ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา เนื่องจากความแตกต่างของแรงดันไฟฟ้า จึงต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้บ้านสว่างและปลอดภัยไร้กังวล จะได้ไม่ต้องมาเจอปัญหาของระบบไฟฟ้าตามมาในภายหลัง

Share this
Older Post Newer Post