โคมไฟต้องคู่กับหลอดไฟ เลือกหลอดไฟ LED ให้เหมาะกับการใช้งาน

โคมไฟต้องคู่กับหลอดไฟ เลือกหลอดไฟ LED ให้เหมาะกับการใช้งาน

บ้านทุกหลังต้องการแสงสว่างเพื่อการใช้สอยประโยชน์ ทุกบ้านจึงต้องใช้หลอดไฟและโคมไฟเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดแสง อย่างไรก็ตามนอกจากการให้แสงสว่างเพื่อการใช้สอยแล้ว ยังเป็นการดีไซน์บ้านให้มีความน่าสนใจและมีมิติด้วย เพราะโคมไฟทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น โคมไฟเพดาน โคมไฟติดผนัง ฯลฯ ก็จะมีหลายแบบให้เลือกใช้งานตามฟังก์ชันการใช้งานของแต่ละห้องและตามรสนิยมความชอบของเจ้าของบ้าน รวมไปถึงหลอดไฟ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแสงหลักของบ้าน ก็ยังมีการดีไซน์แสงสว่าง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นการจัดแสงบ้านให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ซึ่งแสงไฟแต่ละสีนั้นก็จะมีจุดเด่นและข้อดีของการใช้งานที่ต่างกันไป เรามาดูกันว่ามีหลอดไฟแบบไหนบ้างที่เหมาะกับการใช้งานบ้าง

โคมไฟต้องคู่กับหลอดไฟ เลือกหลอดไฟ LED ให้เหมาะกับการใช้งาน

ทำความรู้จักกับหลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED (Light Emitting Diodes) เป็นแสงประดิษฐ์ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ด้วยเพราะเป็นหลอดไฟขนาดเล็กที่สุดแต่ให้แสงสว่างได้ดีไม่แพ้บรรดาหลอดไฟที่มีมาก่อน แถมยังไม่แผ่ความร้อนจึงช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟให้ยาวนานขึ้น หลอดไฟประเภทนี้สามารถเปิด-ปิดได้บ่อยครั้งโดยไม่เสื่อมสภาพไปตามจำนวนการกดสวิตช์ นอกจากนี้ยังไม่มีการปล่อยรังสียูวี หรือก๊าซอันตรายอีกด้วย โดยเราสามารถใช้หลอด LED ได้ในทุก ๆ จุดของบ้าน ทั้งในรูปแบบของการให้แสงสว่างทั่วไป และ Lighting Design เพื่อทำให้บ้านมีมิติไม่จำเจ

หลอดไฟ LED ชื่อนี้เหมาะกับทุกบ้าน

หลอดไฟ LED จะผลิตความร้อนระหว่างการใช้งานในระดับที่น้อยกว่าหลอดใส้ปกติมาก มันจึงเป็นหลอดไฟที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประหยัดไฟฟ้า นอกจากนี้หลอดไฟ LED ยังมีอุณภูมิที่เย็นอยู่เสมอซึ่งจะมีผลช่วยให้หลอดไฟชนิดนี้มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่าหลอดใส้ แต่ถ้าหากหลอดไฟ LED จะถูกติดตั้งในโคมไฟแบบปิด (ไม่มีช่องระบายความร้อน) ความร้อนที่เกิดระหว่างการใช้งานจะไม่สามารถกระจายออกจากแผงกระจายความร้อนออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมภายในตัวหลอดไฟและภายในโคมปิดนั้น และจะส่งผลต่ออายุการใช้งานที่สั้นลงของหลอดไฟ และอาจส่งผลต่ออันตรายจากอุณภูมิความร้อนสะสมได้ ดังนั้นเวลาใช้งานควรถอดหลอดไฟออกมาทำความสะอาดบ้าง เพื่อเป็นการพักและให้หลอดไฟได้กระจายความร้อนออกมานั่นเอง ดังนั้นจึงควรพิจารณาลักษณะโคมไฟที่คุณต้องการที่จะติดตั้งหลอดไฟ LED ของคุณให้มีจุดเปิดเพื่อช่วยให้หลอดได้ระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประสิทธิภาพและการยืดอายุการใช้งานหลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. อายุการใช้งานที่มากขึ้น หลอดไฟ LED ที่มีคุณภาพจะมีอายุการใช้งานประมาณ 30,000-50,000 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของหลอดไฟหรือโคมไฟ เมื่อเทียบกับหลอดไส้ธรรมดามีอายุการใช้งานเพียงประมาณ 1,000 ชั่วโมง และหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีขนาดกะทัดรัดเทียบเท่ากันอยู่ที่ 8,000 ถึง 10,000 ชั่วโมง

  2. หลอดไฟ LED ใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไส้หลอดฟลูออเรสเซนต์และฮาโลเจนแบบเดิมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

  3. หลอดไฟ LED จะทนทานต่อการแตกหักและภูมิคุ้มกันจากการสั่นสะเทือนและแรงกระทบอื่น ๆ ในขณะที่หลอดไฟประเภทอื่น ๆ จะอ่อนไหวต่อความเสียหายมากกว่า

  4. หลอดไฟ LED เมื่อเปิดแล้วจะสว่างในทันที ในขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอด HID ส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสว่างเต็มที่ในขณะที่กำลังเปิดอยู่โดยต้องใช้เวลาสามนาทีหรือมากกว่าเพื่อให้ได้แสงที่สูงสุด ขณะที่หลอดไฟ LED จะสว่างขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ทันทีเมื่อเปิดสวิตช์

  5. หลอดไฟ LED ไม่เป็นอันตราย ไม่มีสารปรอท สารพิษ หรือใช้โลหะหนักเป็นส่วนประกอบดังนั้นหลอดไฟ LED จึงไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

  6. หลอดไฟ LED ใช้งานในที่เย็นจัดได้ สามารถใช้งานในที่เย็นจัดได้ถึง -40 องศาเซลเซียส โดยไม่ต้องมีการอุ่นไส้ และยังสามารถที่จะเปิดติดได้ทันที

  7. หลอดไฟ LED ไม่มีรังสี UV ไม่เป็นอันตราย ไม่มีรังสีอัลตราไวโอเลตหรือ UV ที่มีผลเสียต่อผิวหนังและสายตาของมนุษย์ และยังไม่มีรังสีอินฟราเรด หรือรังสีอื่นใดที่เป็นอันตรายอีกด้วย

เลือกหลอดไฟให้เหมาะกับการใช้งาน

โทนสีของแสงหลอดไฟที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีให้เลือกอยู่ 3 โทนสีหลัก คือ

หลอดไฟ Warm White ให้แสงในโทนส้ม ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นกันเอง เหมาะนำไปใช้ในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ หรือมุมอ่านหนังสือในตอนกลางคืน แต่แสง Warm White จะทำให้สีที่สะท้อนกลับมาผิดเพี้ยนไม่ตรงตามจริงได้

หลอดไฟ Cool White แสงจะออกมาทางสีขาว เป็นสีโทนเย็น ดูแล้วสบายตา นิยมใช้กันในร้านค้าต่าง ๆ เพื่อช่วยให้สีสันของสินค้าดูสดใสกว่าความเป็นจริง

หลอดไฟ Daylight ถือเป็นสีมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะให้สีใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ จึงไม่ทำให้สีของวัตถุที่สะท้อนกลับมาผิดเพี้ยนหรือหลอกตา แสง Daylight สามารถใช้ได้กับทุกที่ที่ต้องการความสว่างสดใส ช่วยกระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า สดชื่น

การใช้งานของทั้ง 3 โทนสีนี้ยังสามารถผสมผสานรวมกัน เพื่อไม่ให้โทนสีใดสีหนึ่งเด่นเกินไปได้อีกด้วย เช่น ใช้หลอดไฟ Warm White และ Cool White ในห้องทานข้าวจะช่วยให้บรรยากาศดูอ่อนโยน ในขณะที่อาหารก็ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือใช้หลอดไฟ Warm White เพื่อเน้นเฟอร์นิเจอร์ให้ดูโดดเด่นท่ามกลางแสง Daylight เป็นต้น

โคมไฟต้องคู่กับหลอดไฟ เลือกหลอดไฟ LED ให้เหมาะกับการใช้งาน

การเลือกใช้หลอดไฟให้เหมาะสมนั้น ต้องนำทั้งศาสตร์ความรู้เรื่องแสงและเรื่องหลอดไฟมาผสมกับศิลปะในการออกแบบมาใช้เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศของบ้านให้น่าอยู่อาศัยยิ่งขึ้น โดยการดีไซน์แสงในบ้านที่ดีนั้นต้องมีความลงตัวทั้งแสงธรรมชาติและแสงไฟในบ้าน การเลือกใช้โคมไฟให้เหมาะสมกับหลอดไฟก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเช่นกัน เพราะโคมไฟแต่ละประเภทก็จะเหมาะกับหลอดไฟไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม หลอดไฟ LED ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะใช้ในบ้าน เพราะใช้งานง่าย ยืดหยุ่น และไม่เป็นอันตรายต่อผู้อาศัย