HOW TO & ADVICE

หลอดไฟสำหรับโคมไฟยุคประหยัด เลือกอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด?

ในยุคประหยัดแบบนี้ การเลือกหลอดไฟภายในบ้านก็ดูเหมือนจะเป็นตัวช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเมืองไทยร้อนอบอ้าว อดใจไม่ไหวต้องเปิดทั้งเครื่องปรับอากาศ ทั้งพัดลม บวกกับค่าไฟที่มาจากการให้ความสว่างในบ้านด้วยแล้วยิ่งทำให้มันดูเหมือนจะกระทบกับเงินในกระเป๋าเสียเหลือเกิน ปกติถ้าไม่จำเป็นเราอาจไม่ต้องเปิดแอร์ แต่เพราะอากาศร้อนเกินทน ก็เลยต้องหาตัวเลือกประหยัดไฟตัวใหม่ ซึ่งเราไม่อยากให้มองข้ามการจัดการกับหลอดไฟทั้งหลายที่ใช้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟสำหรับเพดานหรือติดตั้งกับโคมไฟเพื่อการตกแต่ง ในส่วนนี้สามารถเลือกซื้อเป็นชนิดกินไฟน้อย ช่วยประหยัดค่าไฟในแต่ละเดือนได้พอสมควรเลยทีเดียว

โคมไฟ

เน้นหลอดไฟที่มีอายุการใช้งานได้นาน

เนื่องจากหลอดไฟก็มีอายุการใช้งานที่ต้องคอยเปลี่ยนเช่นเดียวกันกับของใช้อื่นๆ แต่หลอดไฟแต่ละประเภทจะมีชั่วโมงการใช้งานมากน้อยแตกต่างกันก่อนที่มันจะพังเสียหายไป ในอดีตมันถูกผลิตขึ้นโดยยังมีอายุการใช้งานระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ในปัจจุบันที่ถูกพัฒนามาจนมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น แน่นอนว่าทางเลือกสำหรับยุคประหยัด ซื้อครั้งเดียวแล้วไม่ต้องการซื้อบ่อยๆ ไม่ต้องมานั่งคอยเปลี่ยนหลอดในโคมไฟให้เสียเวลา ก็ควรมองหาหลอดที่ใช้งานได้คุ้มค่า หลักๆ ที่นิยมใช้กันมากที่สุด และมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ก็คือหลอดไฟ LED แม้ราคาซื้อครั้งแรกจะแพงกว่าหลอดประเภทอื่นสักหน่อย แต่รับรองว่าประหยัดเงินในกระเป๋า จนลืมไปเลยว่าต้องซื้้อหลอดไฟอีกครั้ง

พื้นที่กับระดับความสว่างควรสัมพันธ์กัน

แสงสว่างภายในบ้าน ประโยชน์หลักที่เราต้องใช้ไม่ใช่การติดตั้งโคมไฟเพื่อความสวยงาม ทว่าเราต้องการแสงสว่างที่ช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในห้องได้มากที่สุด แต่ว่าในระดับความสว่างที่พูดถึงก็จะแตกต่างกันออกไป แสงในห้องครัวกับห้องนอน ย่อมต้องการระดับความสว่างที่ต่างกัน แถมขนาดของห้องก็ยังมีผลกับการเลือกหลอดไฟด้วย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกหลอดไฟมาใช้งานให้ดูว่าต้องการแสงสว่างในพื้นที่ตรงไหน จะได้รู้ระดับความสว่างที่ต้องการ เน้นใช้งาน หรือต้องการตกแต่งให้สวยงาม บางจุดอาจจะต้องการแค่เน้นบรรยากาศสร้างอารมณ์สุนทรีย์ก็ได้ หากเลือกใช้หลอดไฟที่สว่างเหมือนกันไปหมดทั้งบ้าน ไม่ว่าจะห้องครัว ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น พอเปิดใช้งานก็จะทำให้กินไฟโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นการตกแต่งแสงสว่างภายในบ้าน แต่ละห้องที่ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเป็นไฟประเภทเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยประหยัดงบค่าไฟฟ้าให้เหลือแค่ในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น

รูปทรงหลอดไฟเลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

เราไม่ได้จะพูดถึงเรื่องความสวยงามเป็นหลัก แต่จะพูดถึงรูปทรงของหลอดไฟที่มันควรค่าแก่การใช้งานได้คุ้มค่า ประหยัดพลังงานไปในตัว สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือแสงสว่างบางพื้นที่ต้องการความสว่างในระดับที่สม่ำเสมอกัน เช่น ห้องทำงาน ห้องครัว ห้องน้ำ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องเลือกหลอดไฟที่มีการกระจายแสงได้อย่างเพียงพอ

เมื่อรูปทรงสัมพันธ์กับพื้นที่ใช้งานแล้ว ทีนี้เราก็ไม่ต้องเลือกหาหลอดไฟดวงอื่นมาใส่เพิ่ม ก็กลายเป็นว่าหลอดเดียวก็เอาอยู่ กระจายแสงได้ทั่วถึง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้อีกทางนั่นเอง

อย่าลืมดูค่าความถูกต้องของสี

Color Rendering Index หรือ CRI เป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหู คนไม่ค่อยรู้จัก และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมานั่งรู้จักกับศัพท์เทคนิคปวดหัวแบบนี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าบ้านไหนอยากประหยัดค่าไฟ ก็อาจจะต้องทำความรู้จักกับศัพท์แสงตัวนี้สักหน่อย เพราะเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เนื่องจากค่า CRI มันก็คือ "ค่าความถูกต้องของสี" เป็นหน่วยที่ใช้วัดว่าแสงสว่างจากหลอดไฟมีความถูกต้องหรือไม่

โดยค่าดังกล่าวจะอยู่ที่ 0-100 หลักการจำง่ายๆ ก็คือ แสงสว่างที่เหมาะสมควรใกล้เคียงกับแสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด และแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาตินั้นๆ ก็คือแสงอาทิตย์ การเลือกค่าความถูกต้องของสีผิด ก็จะทำให้เรามองเห็นวัตถุมีสีที่ผิดเพี้ยนไปได้ เพราะฉะนั้นค่าสีควรอยู่ในช่วง 70-90 ซึ่งหากเลือกในระดับนี้ เราก็จะไม่ต้องมานั่งซื้อหลอดไฟดวงใหม่ๆ หรือเปลี่ยนเฉดโคมไฟใหม่ให้มันดูสบายตาขึ้น ก็ประหยัดเงินไปอีกทางได้เช่นเดียวกัน

โคมไฟ

ด้วยรายละเอียดมากมายสำหรับการเลือกหลอดไฟที่มีแสงสว่างในระดับที่สัมพันธ์กับการใช้งาน การเลือกหลอดไฟที่เน้นประหยัดพลังงาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเหล่านี้ หากกล่าวโดยทั่วกันแล้วเมื่อนำจุดเด่นทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นไปใช้ร่วมกัน รับรองว่าจะได้โคมไฟที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดแน่นอน

Share this
Older Post Newer Post