เจ้าของบ้านหลายคนมีเฟอร์นิเจอร์ครบทุกห้องอยู่แล้ว แต่กลับรู้สึกว่าบ้านดูไม่สดชื่นเหมือนเดิม หรือรู้สึกว่าบ้านยังขาดอะไรบางอย่างแต่บอกไม่ถูก หลายคนจึงคิดว่าทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือการซื้อของใหม่ทั้งหมด ซึ่งทั้งใช้งบสูงและเสียดายเวลา
บทความนี้จะช่วยให้เจ้าของบ้านเข้าใจว่า Home Stylist ช่วยอะไรได้บ้าง ตั้งแต่การประเมินเฟอร์นิเจอร์เดิม การจัดวางใหม่โดยไม่ซื้อของใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มชิ้นเล็กเพื่ออัพเดตภาพรวม

1. Home Stylist ไม่จำเป็นต้องซื้อของใหม่ทั้งหมด
หลายคนเข้าใจผิดว่าการใช้บริการ Home Stylist หมายถึงการต้องทิ้งของเดิมและซื้อทุกอย่างใหม่ แต่ความจริงแล้วกระบวนการทำงานเริ่มจากการประเมินเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่มีอยู่ก่อนเสมอ
สตายลิสต์จะสำรวจว่าชิ้นไหนยังใช้งานได้ดีและเข้ากับสไตล์ที่ต้องการ ชิ้นไหนควรเก็บไว้และจัดวางใหม่ หรือชิ้นไหนควรปล่อยออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้ชิ้นใหม่เข้ามาแทน
จากนั้นจึงเสนอแผนการที่สมดุลระหว่างการเก็บของเดิมกับการเพิ่มชิ้นใหม่เท่าที่จำเป็น ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการซื้อใหม่ทั้งหมด
2. การประเมินเฟอร์นิเจอร์เดิม ชิ้นไหนควรเก็บ ชิ้นไหนควรปล่อย
การประเมินเฟอร์นิเจอร์เดิมมี 3 เกณฑ์หลักที่ควรพิจารณา สภาพสินค้าความเข้ากับ Mood & Tone ใหม่ และคุณค่าทางจิตใจหรือความทรงจำที่มีต่อเจ้าของบ้าน
ชิ้นที่สภาพดีและปรับเข้ากับทิศทางใหม่ได้ควรเก็บไว้ใช้งานต่อ อาจขยับหรือย้ายพื้นที่การใช้งานเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับภาพรวมใหม่ได้ดีขึ้น
ส่วนชิ้นที่มีความเสียหายชัดเจน สีหรือสไตล์ไม่เข้ากับทิศทางใหม่เลย หรือเก็บไว้นานจนไม่เหมาะกับการใช้งานจริงแล้ว ควรปล่อยออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้ชิ้นใหม่ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า

3. การจัดวางใหม่ (Rearrange) โดยไม่ซื้อของใหม่
ขั้นตอนหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือการย้ายเฟอร์นิเจอร์เดิมไปยังตำแหน่งหรือพื้นที่ใหม่ เช่น ย้ายโซฟาจากห้องนั่งเล่นไปเป็นจุดอ่านหนังสือในมุมอื่น หรือย้ายโต๊ะทานอาหารมาเป็นโต๊ะทำงานเสริม
การจัดวางใหม่เพียงอย่างเดียวสามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่ดูซ้ำซากให้กลายเป็นมุมใหม่ที่น่าสนใจได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับของชิ้นใหม่
สตายลิสต์มักมีเทคนิคที่ช่วยมองหาจุดที่เป็นไปได้จากความสัมพันธ์ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น ซึ่งเจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักมองข้ามจุดนี้เพราะคุ้นเคยกับการจัดวางเดิมมาเป็นเวลานาน
4. การเพิ่มชิ้นเล็กเพื่ออัพเดตภาพรวม
หลังจากประเมินและจัดวางใหม่แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเพิ่มชิ้นเล็กเข้ามาเพื่ออัพเดตภาพรวมให้ดูสดชื่นขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
โคมไฟเป็นหนึ่งในวิธีที่เห็นผลได้ชัดเจนที่สุด เพราะการเปลี่ยนโคมไฟชิ้นหนึ่งสามารถเปลี่ยนมูดของห้องได้ทันที กระจกเงาที่แขวนหรือการตกแต่งผนังก็ช่วยสะท้อนแสงได้อย่างดีและทำให้ห้องดูมีมิติมากขึ้น
ผ้าม่านและหมอนรองจากเดิมสามารถเปลี่ยนเป็นลวดลายหรือสีใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ทั้งตัว สตายลิสต์มักเลือกชิ้นเล็กเหล่านี้ให้สอดคล้องกับ Mood & Tone ใหม่โดยเฉพาะ
Home Stylist สำรวจเฟอร์นิเจอร์เดิมก่อนเสนอแผนอย่างไร
ก่อนเสนอแผนใด ๆ Home Stylist จะขอเข้าสำรวจบ้านจริงก่อนเสมอ เพื่อดูเฟอร์นิเจอร์เดิมที่มีอยู่จริง โดยไม่อิงจากภาพถ่ายหรือคำบอกเล่าของเจ้าของบ้านเพียงอย่างเดียว

ข้อดีของการปรับปรุงแทนการซื้อใหม่ทั้งหมด
การปรับปรุงโดยใช้ของเดิมร่วมกับของใหม่เพียงบางชิ้นช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการซื้อใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อของเดิมหลายชิ้นยังอยู่ในสภาพดี
นอกจากนี้ การเก็บเฟอร์นิเจอร์เดิมไว้ใช้งานต่อยังตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากช่วยลดขยะจากเฟอร์นิเจอร์ที่ยังใช้งานได้ดีแต่ถูกเลิกใช้ก่อนเวลาอันควร
สำหรับเจ้าของบ้านที่รักเฟอร์นิเจอร์ที่มีความทรงจำหรือกังวลเรื่องงบประมาณ การทำงานกับ Home Stylist จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงบประมาณและความรู้สึกผูกพันกับของเดิมควบคู่กันไป
การมีเฟอร์นิเจอร์ครบแล้วไม่ได้หมายความว่าจะต้องซื้อใหม่ทั้งหมดเพื่อให้บ้านดูดีขึ้น Home Stylist ช่วยประเมินเฟอร์นิเจอร์เดิมว่าชิ้นไหนควรเก็บ ชิ้นไหนควรปล่อย จัดวางใหม่โดยไม่ซื้อของใหม่เพื่อสร้างมุมใหม่ที่น่าสนใจ แล้วจึงเพิ่มชิ้นเล็กอย่างโคมไฟหรือผ้าม่านเพื่ออัพเดตภาพรวมให้ดูสดชื่นขึ้น วิธีนี้ช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยลดการทิ้งของที่ยังใช้งานได้ สำหรับเจ้าของบ้านที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้านโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ การปรึกษากับ Home Stylist จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ได้จริง