การออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Design) ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกเฟอร์นิเจอร์สวยๆ หรือการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ภายในบ้าน แต่ยังรวมถึงการเลือกวัสดุปูพื้นที่เหมาะสมด้วย พื้นบ้านเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่จะช่วยเสริมให้การตกแต่งทั้งหมดลงตัว และสร้างความประทับใจแรกพบให้กับผู้มาเยือน
เจ้าของบ้านในไทยให้ความสำคัญกับการเลือกวัสดุปูพื้นมากขึ้น โดยมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะกำหนดบุคลิกและสไตล์ของบ้าน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับวัสดุปูพื้นแต่ละประเภท ข้อดีข้อเสีย และเทคนิคการเลือกให้เหมาะกับสไตล์การออกแบบตกแต่งภายในของคุณ
พื้นไม้: ความอบอุ่นที่ยืนยงกับกาลเวลา
พื้นไม้เป็นตัวเลือกคลาสสิกที่ไม่เคยตกยุค ด้วยความอบอุ่นและความเป็นธรรมชาติที่มอบให้กับพื้นที่ ทำให้พื้นไม้ยังคงเป็นที่นิยมในวงการ interior design อย่างต่อเนื่อง
ไม้จริง: ความหรูหราที่มาพร้อมกับคุณภาพ
ไม้จริงอย่างไม้สัก ไม้มะค่า หรือไม้โอ๊ค มอบความรู้สึกหรูหราและเป็นธรรมชาติที่วัสดุอื่นเลียนแบบได้ยาก แต่ละลายไม้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้พื้นของคุณไม่ซ้ำใคร
ข้อดี:
-
อายุการใช้งานยาวนาน สามารถขัดซ่อมแซมได้หลายครั้ง
-
เพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน
-
ให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวลต่อเท้า
-
เข้ากับการตกแต่งได้หลากหลายสไตล์
ข้อเสีย:
-
ราคาสูง
-
ต้องการการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
-
อ่อนไหวต่อความชื้นและรอยขีดข่วน
-
ไม่เหมาะกับพื้นที่เปียกชื้น
ไม้เอ็นจิเนียร์: ทางเลือกที่สมดุล
ไม้เอ็นจิเนียร์เป็นวัสดุที่ผลิตจากไม้จริงหลายชั้นประกบกัน ให้ความรู้สึกและลุคใกล้เคียงกับไม้จริง แต่มีความทนทานและราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า
ข้อดี:
-
ทนทานต่อความชื้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีกว่าไม้จริง
-
ติดตั้งง่าย มีทั้งแบบลอยตัวและติดกาว
-
ราคาถูกกว่าไม้จริง
-
มีให้เลือกหลากหลายสี และลวดลาย
ข้อเสีย:
-
ขัดซ่อมแซมได้น้อยครั้งกว่าไม้จริง
-
อาจมีเสียงดังเมื่อเดิน หากติดตั้งไม่ดี
ลามิเนต: ประหยัดงบ แต่ไม่ประหยัดสไตล์
ลามิเนตเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีภาพพิมพ์ลายไม้หรือลายอื่นๆ เคลือบด้วยเรซิ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลุคของพื้นไม้แต่มีงบประมาณจำกัด
ข้อดี:
-
ราคาประหยัด
-
ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับ DIY
-
ทนทานต่อรอยขีดข่วนและแสงแดด
-
ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสีย:
-
ไม่สามารถขัดซ่อมแซมได้
-
อายุการใช้งานสั้นกว่าไม้จริงและไม้เอ็นจิเนียร์
-
เสียงดังเมื่อเดิน
-
ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน
พื้นกระเบื้อง: ความทนทานที่ตอบโจทย์ทุกพื้นที่
กระเบื้องเป็นวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย ด้วยคุณสมบัติทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น และความหลากหลายของดีไซน์
กระเบื้องเซรามิค: คลาสสิคที่ไม่มีวันตาย
กระเบื้องเซรามิคเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับห้องน้ำ ห้องครัว และพื้นที่ส่วนกลางในบ้าน ด้วยความทนทานและราคาที่เข้าถึงได้
ข้อดี:
-
ทนทานต่อความชื้น รอยขีดข่วน และคราบสกปรก
-
มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ สี และลวดลาย
-
ดูแลรักษาง่าย
-
เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในไทย
ข้อเสีย:
-
เย็นและแข็งเมื่อสัมผัส
-
เสียงก้องเมื่อเดิน
-
รอยต่อระหว่างกระเบื้องอาจสะสมสิ่งสกปรก
-
แตกร้าวได้หากมีของหนักตกกระแทก
กระเบื้องพอร์ซเลน: ความทนทานระดับพรีเมียม
กระเบื้องพอร์ซเลนผลิตจากดินเหนียวคุณภาพสูงและเผาที่อุณหภูมิสูงกว่ากระเบื้องเซรามิค ทำให้มีความแข็งแรงและทนทานมากกว่า
ข้อดี:
-
ทนทานสูงมาก เหมาะกับพื้นที่ใช้งานหนัก
-
ดูดซึมน้ำต่ำ ทำให้ทนต่อคราบและความชื้น
-
มีลวดลายเลียนแบบวัสดุธรรมชาติได้สมจริง เช่น ลายหินอ่อน ลายไม้
-
เหมาะกับการติดตั้งระบบพื้นร้อน (Heated Floor)
ข้อเสีย:
-
ราคาสูงกว่ากระเบื้องเซรามิค
-
ติดตั้งยากกว่า ต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ
-
หนักและแข็ง ไม่เหมาะกับพื้นที่ต้องการความนุ่มนวล
พื้นหิน: ความหรูหราที่ยั่งยืน
พื้นหินธรรมชาติมอบความหรูหราและความรู้สึกพิเศษที่วัสดุสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพิเศษและมีงบประมาณเพียงพอ
หินอ่อน: ความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์
หินอ่อนเป็นวัสดุหรูหราที่มีลวดลายเฉพาะตัว แต่ละแผ่นมีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำกัน
ข้อดี:
-
สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
-
เพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน
-
ทนทานต่อความร้อน
-
ให้ความรู้สึกเย็นสบาย เหมาะกับสภาพอากาศร้อน
ข้อเสีย:
-
ราคาสูงมาก
-
ดูดซึมคราบได้ง่าย ต้องเคลือบผิวเป็นประจำ
-
อ่อนไหวต่อกรดและสารเคมี
-
หนัก ติดตั้งยาก
หินแกรนิต: ความแข็งแกร่งที่ยืนยง
หินแกรนิตเป็นหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งกว่าหินอ่อน เหมาะสำหรับพื้นที่ใช้งานหนัก
ข้อดี:
-
ทนทานสูงมาก
-
ทนต่อรอยขีดข่วนและความร้อน
-
ดูดซึมน้อยกว่าหินอ่อน
-
มีลวดลายและสีสันหลากหลาย
ข้อเสีย:
-
ราคาสูง
-
หนัก ติดตั้งยาก
-
ต้องเคลือบผิวเป็นระยะ
-
เย็นและแข็งเมื่อสัมผัส
พื้นวัสดุทางเลือกใหม่สำหรับ Interior Design ยุคใหม่
นอกจากวัสดุดั้งเดิมแล้ว ปัจจุบันยังมีวัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับการออกแบบตกแต่งภายในสมัยใหม่
พื้นไวนิล: นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
ไวนิลเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ interior design ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายและราคาที่เข้าถึงได้
ข้อดี:
-
กันน้ำ 100%
-
นุ่มและเงียบเมื่อเดิน
-
ติดตั้งง่าย มีทั้งแบบแผ่นและม้วน
-
มีลวดลายเลียนแบบไม้และหินได้สมจริง
-
ราคาประหยัด
ข้อเสีย:
-
อายุการใช้งานสั้นกว่าวัสดุธรรมชาติ
-
อาจปล่อยสารระเหยในช่วงแรกของการติดตั้ง
-
ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน
พื้นคอนกรีตขัดมัน: ความดิบที่ทันสมัย
คอนกรีตขัดมันกำลังเป็นที่นิยมในการออกแบบสไตล์ลอฟท์และอินดัสเทรียล ด้วยความดิบและเรียบง่ายที่ให้ความรู้สึกทันสมัย
ข้อดี:
-
ทนทานสูงมาก
-
ดูแลรักษาง่าย
-
สามารถย้อมสีและทำลวดลายได้หลากหลาย
-
เหมาะกับระบบพื้นร้อน
ข้อเสีย:
-
แข็งและเย็น
-
อาจเกิดรอยแตกร้าวเล็กๆ ได้
-
ต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง
-
ไม่เหมาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก
เทคนิคการเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะกับสไตล์การออกแบบตกแต่งภายใน
การเลือกวัสดุปูพื้นไม่ควรพิจารณาเพียงความสวยงามหรือราคาเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับสไตล์การออกแบบตกแต่งภายในของบ้านด้วย
สไตล์มินิมอล: เรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์
สำหรับการออกแบบสไตล์มินิมอล ควรเลือกพื้นที่มีสีเรียบ ลวดลายน้อย เช่น:
-
กระเบื้องพอร์ซเลนสีขาวหรือเทา
-
ไม้สีอ่อนหรือสีกลาง
-
คอนกรีตขัดมัน
-
ไวนิลสีเรียบ
สไตล์ลอฟท์: ความดิบที่มีเสน่ห์
สไตล์ลอฟท์เน้นความดิบและวัสดุที่ไม่ผ่านการตกแต่งมากนัก:
-
คอนกรีตขัดมัน
-
ไม้เก่าหรือไม้รีไซเคิล
-
กระเบื้องเลียนแบบปูนเปลือย
-
พื้นเรซิ่น
สไตล์คลาสสิค: ความหรูหราที่ยั่งยืน
สไตล์คลาสสิคต้องการวัสดุที่ดูมีคุณค่าและทนต่อกาลเวลา:
-
พื้นไม้โอ๊คหรือไม้วอลนัท
-
หินอ่อนสีขาวหรือครีม
-
กระเบื้องลายคลาสสิค
-
พื้นไม้ปาร์เก้ลวดลายประณีต
สไตล์ร่วมสมัย: ผสมผสานอย่างลงตัว
สไตล์ร่วมสมัยเปิดกว้างสำหรับการผสมผสานวัสดุ:
-
ไม้เอ็นจิเนียร์สีกลาง
-
กระเบื้องพอร์ซเลนลายหิน
-
ไวนิลลายไม้คุณภาพสูง
-
การผสมผสานวัสดุต่างชนิดในพื้นที่ต่างกัน
การดูแลรักษาพื้นแต่ละประเภทให้สวยงามยาวนาน
การเลือกวัสดุปูพื้นที่เหมาะสมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้พื้นของคุณสวยงามและใช้งานได้ยาวนาน
พื้นไม้
-
ทำความสะอาดด้วยไม้ถูพื้นหมาดๆ ไม่ควรใช้น้ำมาก
-
หลีกเลี่ยงการใช้สารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน
-
ขัดเคลือบเงาทุก 3-5 ปี
-
ใช้แผ่นรองขาเฟอร์นิเจอร์เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน
-
หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน
พื้นกระเบื้อง
-
ทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป
-
ทำความสะอาดร่องยาแนวเป็นประจำ
-
ซีลร่องยาแนวทุก 1-2 ปี
-
ระวังการทำของหนักตกกระแทก
พื้นหิน
-
เช็ดทำความสะอาดทันทีเมื่อมีการหกเลอะ โดยเฉพาะสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
-
ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสำหรับหินโดยเฉพาะ
-
เคลือบผิวทุก 1-2 ปี
-
หลีกเลี่ยงการใช้สารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน
พื้นไวนิล
-
ทำความสะอาดด้วยไม้ถูพื้นหมาดๆ
-
หลีกเลี่ยงการใช้แปรงขัดที่แข็งเกินไป
-
ระวังของมีคมที่อาจทำให้เกิดรอยฉีกขาด
-
ใช้แผ่นรองขาเฟอร์นิเจอร์
การเลือกวัสดุปูพื้นที่เหมาะสมเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะส่งผลต่อทั้งความสวยงาม ความสะดวกสบาย และมูลค่าของบ้าน ไม่มีวัสดุใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกบ้าน แต่มีวัสดุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณ
พิจารณาปัจจัยต่อไปนี้เมื่อเลือกวัสดุปูพื้น:
-
งบประมาณทั้งค่าวัสดุและค่าติดตั้ง
-
ลักษณะการใช้งานของพื้นที่
-
สไตล์การออกแบบตกแต่งภายในโดยรวม
-
ความทนทานและอายุการใช้งานที่ต้องการ
-
ความสะดวกในการดูแลรักษา
-
สภาพภูมิอากาศในพื้นที่
การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้าน interior design หรือ home stylist จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และได้พื้นบ้านที่ไม่ใช่แค่ทางเดิน แต่เป็นส่วนสำคัญที่เสริมให้การออกแบบตกแต่งภายในของบ้านคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น